ศูนย์เกษตรธรรมชาติคิวเซ
- อบรมที่ศูนย์ฯ เวลา 3 วัน 2 คืน
- หมายเลขโทรศัพท์ 0-3636-2029 โทรสาร 0-3636-2059
ชื่อเครื่องยา | กวาวเครือขาว |
ชื่ออื่นๆของเครื่องยา | |
ได้จาก | หัว ราก |
ชื่อพืชที่ให้เครื่องยา | กวาวเครือขาว |
ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา) | กวาวเครือ ทองเครือ ทองกวาว ตานจอมทอง จอมทอง กวาวหัว |
ชื่อวิทยาศาสตร์ | Pueraria candollei Graham ex Benth. var mirifica (Airy Shaw et Suvat.) Niyomdham. Pueraria candollei var candollei Graham ex Benth. |
ชื่อพ้อง | |
ชื่อวงศ์ | Leguminosae (Fabaceae)-Papilionoideae |
ลักษณะภายนอกของเครื่องยา :
หัวใต้ดิน กลม มีหลายขนาด หัวที่มีอายุมากมีขนาดใหญ่ อาจมีน้ำหนักมากถึง 20 กิโลกรัม ที่เปลือก เมื่อเอามีดปาดจะมียางสีขาวคล้ายน้ำนม เนื้อในสีขาวคล้ายมันแกว เนื้อจะเปราะ มีเส้นมาก รสเย็นเบื่อเมา หัวที่ยังเล็ก เนื้อในจะละเอียด มีน้ำมาก
เครื่องยา กวาวเครือขาว
หัวกวาวเครือขาว
หัวกวาวเครือขาว
หัวกวาวเครือขาว
ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี :
สารที่ใช้เป็นสารเครื่องหมาย (marker) คือ miroestrol และ deoxymiroestrol
สรรพคุณ :
ตำรายาแผนโบราณ ใช้ หัว รสเย็นเบื่อเมา บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง บำรุงสุขภาพ บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะสำหรับผู้สูงอายุ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้อ่อนเพลีย ผอมแห้ง นอนไม่หลับ มีฮอร์โมนเพศหญิงสูง ทาหรือรับประทานทำให้เต้มนมขยายตัว เส้นผมดกดำ เพิ่มเส้นผม เป็นยาปรับรอบเดือน อาจทำให้แท้งบุตรได้ บำรุงความกำหนัด ทำให้อวัยวะสืบพันธุ์และมดลูกมีเลือดมาคั่งมากขึ้น บำรุงอวัยวะสืบพันธุ์ให้เจริญ แก้โรคตาฟาง ต้อกระจก ทำให้ความจำดี ทำให้มีพลัง เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว บำรุงโลหิต กินได้นอนหลับ ผิวหนังเต่งตึงมีน้ำมีนวล ถ้ารับประทานเกินขนาดจะเป็นอันตรายได้ ทำให้มีอาการมึนเมา คลื่นไส้อาเจียนเปลือกเถา รสเย็นเบื่อเมา แก้พิษงู
ตำรายาพม่า ใช้ หัว เป็นยาอายุวัฒนะของทั้งหญิงและชาย ผสมน้ำผึ้งอย่างละเท่าๆกัน ปั้นกินวันละ 1 เม็ด ขนาดเท่าผลพริกไทย คนหนุ่มสาวไม่ควรรับประทาน
รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา :
สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข ระบุขนาดการใช้ดังนี้
การใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาบำรุงร่างกาย ให้รับประทานยาตำรับที่มีส่วนประกอบของผงกวาวเครือขาว ไม่เกิน 1-2 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัมต่อวัน หรือประมาณวันละไม่เกิน 50-100 มิลลิกรัม
อาการข้างเคียงที่อาจพบได้คือ เจ็บเต้านม มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ปวดหรือเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน
ข้อห้ามใช้ ห้าม ใช้ในหญิงวัยเจริญพันธุ์ เพราะสารที่มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิงในกวาวเครือขาวมีความแรงของตัวยาจะ รบกวนการทำงานของฮอร์โมนเพศ และระบบประจำเดือนได้
ข้อควรระวัง ห้ามรับประทานเกินขนาดที่แนะนำให้ใช้
ตำรายาของหลวงอนุสารสุนทร ระบุขนาดที่ใช้ของหัวกวาวเครือขาว โดยให้รับประทานกวาวเครือขาวผสมน้ำผึ้ง ขนาดเท่าเมล็ดพริกไทย 1 เมล็ดต่อวัน รับประทานมากจะทำให้มึนเมาเป็นพิษ คนหนุ่มสาวไม่ควรรับประทาน
องค์ประกอบทางเคมี :
สารที่มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน คือ สารกลุ่ม chromene ได้แก่ miroestrol deoxymiroestrol สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ เช่น peurarin kwakhurin coumestrol mirificoumestan daidzin daidzein mirificin genistein genistin
การศึกษาทางเภสัชวิทยา :
ฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์ : กวาว เครือขาวมีผลยับยั้งการเกี้ยวพาราสี การผสมพันธุ์และการเจริญของอัณฑะในนกพิราบเพศผู้ และยับยั้งการออกไข่โดยยับยั้งการเจริญของฟอลลิเคิลในนกพิราบตัวเมีย ส่วนการทดลองในหนูเพศเมียที่กินกวาวเครือขาวพบว่า มีผลยับยั้งการให้นมของหนูที่กำลังให้นม โดยไปยับยั้งการเจริญของต่อมน้ำนม และการสร้างน้ำนม มีผลป้องกันการตั้งครรภ์ เมื่อให้หนูกินในช่วงตั้งท้องวันที่ 1-10 ติดต่อกัน หรือให้กินในช่วงที่มีการเคลื่อนย้ายของตัวอ่อน โดยทำให้เกิดการแท้ง และเมื่อให้ในหนูที่ตัดรังไข่ออก กินกวาวเครือพบว่าน้ำหนักของมดลูกและปริมาณของเหลวในมดลูกเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับที่พบในหนูที่ได้รับ ethinyl estradiol และมีรายงานว่ากวาวเครือขาวมีฤทธิ์คุมกำเนิดที่ดีในหนูขาวเมื่อให้ในขนาด 1 กรัม/ตัว/สัปดาห์ ส่วนผลของกวาวเครือขาวต่อหนูเพศผู้พบว่า สัตว์มีพฤติกรรมการสืบพันธุ์ลดลง และมีขนาด และน้ำหนักของอัณฑะ epididymis ต่อมลูกหมาก และ seminal vesicles ลดลง รวมทั้งมีจำนวนตัวอสุจิ และเปอร์เซ็นต์การเคลื่อนไหวของตัวอสุจิลดลง
(เอกสารอ้างอิง : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2546. ประมวลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 2. โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร.)
การศึกษาทางคลินิก :
ฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์ : การ ศึกษาทางคลินิกในระยะที่ 2 ในอาสาสมัครกลุ่มก่อนและหลังวัยหมดประจำเดือน ที่มีอาการพร่องฮอร์โมนเอสโตรเจน จำนวน 37 ราย ใช้เวลา 6 เดือน พบคะแนนของอาการวัยหมดระดูลดลงจาก 35.6 เป็น 15.1 และ 32.6 เป็น 13.69 ในกลุ่มที่ได้รับ 50 มก.ต่อวัน และ 100 มก.ต่อวัน ตามลำดับ แต่พบอาการข้างเคียง คือ อาการคัดตึงเต้านมประมาณร้อยละ 35 และอาการเลือดออกกระปริดกระปรอยประมาณร้อยละ 16.2
(เอกสารอ้างอิง : รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล. 2554. องค์ความรู้จากงานวิจัยสมุนไพรไทย 10 ชนิด กระชายดำ กวาวเครือขาว ขมิ้นชัน ขิง บัวบก พริกไทย ไพล ฟ้าทะลาย มะขามป้อม มะระขี้นก. บริษัท 21 เซ็นจูรี จำกัด:กรุงเทพมหานคร.)
การศึกษาทางพิษวิทยา :
การศึกษาพิษเฉียบพลันของผงหัวกวาวเครือขาวในรูปผงยาแขวนตะกอนในน้ำ พบว่าไม่ทำให้เกิดอาการพิษเฉียบพลันในหนูถีบจักร ขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่ามากกว่า 16 กิโลกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม การทดสอบพิษกึ่งเรื้อรังในหนูขาวพันธุ์วิสตาร์โดยการป้อนผงหัวกวาวเครือขาว ในรูปผงยาแขวนตะกอนในน้ำ ขนาด 10, 100 และ 1,000 มก./กก./วันติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 90 วันพบว่าการให้ในขนาด 10 และ 100 มก./กก./วัน ไม่ทำให้เกิดความผิดปกติต่อค่าโลหิตวิทยา และค่าทางชีวเคมี หรือพยาธิสภาพใดๆ แต่การให้ในขนาด 1,000 มก./กก./วัน ทำให้หนูเกิดภาวะโลหิตจาง จำนวนเม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด ระดับโคเลสเตอรอล น้ำหนักอัณฑะ ของหนูเพศผู้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีอัตราการเกิด hyperemia ของอัณฑะ ในหนูเพศเมียที่ได้รับในขนาด 100 และ 1,000 มก./กก./วันพบว่าระดับโคเลสเตอรอลดลง มดลูกบวมเต่ง มีอัตราการเกิด cast ที่ไตสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ
ชื่อเครื่องยา | กวาวเครือแดง |
ชื่ออื่นๆของเครื่องยา | |
ได้จาก | ราก |
ชื่อพืชที่ให้เครื่องยา | กวาวเครือแดง |
ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา) | กวาวเครือ กวาวหัว จานเครือ จอมทอง ตานจอมทอง |
ชื่อวิทยาศาสตร์ | Butea superba Roxb. |
ชื่อพ้อง | |
ชื่อวงศ์ | Leguminosae (Fabaceae)-Papilionoideae |
| คุณค่าทางอาหาร | เห็ด ฟางสด | เห็ดฟางแห้ง |
| โปรตีน | 3.40% | 49.04% |
| ไขมัน | 1.80% | 20.63% |
| คาร์โบไฮเดรท | 3.90% | 17.03% |
| เถ้า | - | 13.30% |
| พลังงาน | 44 แคลอรี่ | 4170 แคลอรี่ |
| แคลเซียม | 8 มิลลิกรัม | 2.35% ของเถ้า |
| เหล็ก | 1.1 มิลลิกรัม | 0.99% ของเถ้า |
| ฟอสฟอรัส | - | 30.14% ของเถ้า |
| เครื่องตะบันน้ำ (เพิ่มแบบ การทำแล้ว) | |
| เมื่ออาทิตย์ก่อนทาง NGOs ทางใต้ เขามาชวนเป็นวิทยากร เรื่อง mini-hydro วันนั้นก็มีการคุยกับชาวบ้าน(บางที่ก็ฟังคำถามไม่ค่อยออก ภาษาใต้) และมีการติดหนี้กันไว้เรื่องหนึ่งคือ เรื่องแบบเครื่องตะบันน้ำ (Hydraulic ram) ผมเลยถือโอกาสเขียนเป็นบทความเล็กๆพร้อมกันนี้เลย อนึ่งแบบและผลกาทดลองนี้ไม่ได้เป็นการทดลอง และความคิดของ PlanEnergy แต่เป็นการเรียบเรียงมา โดยอ้างอิงที่มาไว้ท้ายบทความ นโยบายในการผลิต ของเรายังไม่มีครับ เพื่อไม่ให้เสีบเวลาเชิญพบกับเครื่องตะบันน้ำสิ่งมหัศจรรย์ ทางเทคโนโลยี อายุกว่า 200 ปี ได้แล้วครับ |
| ข้อดีของเครื่องตะบันน้ำ 1.ไม่ต้องการพลังงานจากภาพนอก ทำงาน 24 ชม./วัน ไม่กิน ไฟฟ้า หรือน้ำมัน กินแต่น้ำ 2.มีโครงที่ไม่ซับซ้อน คือมีส่วนเคลื่อนไหวเพียง 2 ส่วน (วาล์ 2 ตัว) | |
| ส่วนประกอบของระบบเครื่่องตะบันน้ำ | |
| การทำงาน หลักการคือ การทำให้น้ำที่ไหลมาด้วยความเร็ว หยุดกระทันหัน เหมือนเราเปิดก็อกน้ำ ที่ส่งมาจากแท็งน้ำสูงๆ แล้วเราปิดทันที่ จะเกิดแรงดันตีกลับทำให้ท่อน้ำสะบัด ความดันชั่วขณะนี้ จะนำไปใช้ในการส่งน้ำต่อไปยังถังเก็บที่สูงกว่า โดยเราต้องยอมสูญเสียน้ำจำนวนหนึงไป ตามหลักอณุรักณ์พลังงาน คือเราดึงเอาพลังงานจากน้ำที่ไหลเข้า มาให้น้ำที่ส่งไปยังถังเก็บ และทิ้งน้ำที่เหลือพลังงานน้อยออกไปทางวาล์วน้ำทิ้ง | |
| แบ่งเป็น 3 ช่วง 1 ช่วงเร่งความเร็วน้ำเข้า โดยวาล์วน้ำทิ้งจะเปิดอยู่ด้วยน้ำหนักที่กด ทำให้น้ำจากท่อน้ำเข้าไหล เข้าตัวเรือนปั๊ม และออกที่วาลวน้ำทิ้ง ควาเร็วของน้ำก็จะค่อยๆเพิ่มขึ้น (ช่วง A ) เมื่อความเร็วถึงจุดหนึ่ง( Vm) กระแสน้ำจะสามารถ พยุงวาล์วน้ำทิ้งเอาชนะน้ำหนักที่กดวาล์วได้ ทำให้วาล์วน้ำทิ้งปิดทันที่ (ช่วง B) 2 ช่วงส่งน้ำ เมื่อน้ำถูกทำให้หยุดกระทันหัน ทำให้เกิดความดันสูงในเรือนปั๊ม ความดันนี้สามารถชนะความดันในห้องความดันได้ ทำให้น้ำสามารถไหลผ่านวาล์วความดันทางเดียว เข้าไปยังส่วนท่อส่งน้ำออก(ช่วง C) ความดันในตัวเรือนปั๊มจะค่อยๆลดลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถชนะความดันในห้องความดันได้ ทำให้วาล์วความดันปิดอีกครั้ง(ที่จุด d) 3 การไหลย้อน น้ำจะไหลย้อนกลับมาทางท่อน้ำเข้า ทำความดันในปั๊มลดลงจนต่ำกว่าความดันบรรยากาศ อากาศบางส่วนไหลเข้ามาทาง วาล์วเติมอากาศเพื่อรอการบรรจุไปในห้องความดันในรอบการทำงานหน้า (การเติมอากาศเล็กน้อยเข้าไปในห้องความดัน ทำให้เราแน่ใจว่าอากาศจะไม่หมดไปกับน้ำที่อาจพาไปกับท่อส่งน้ำ) ความดันที่ลดลงทำให้วาล์วน้ำทิ้งเปิดอีกครั้ง (ด้วยน้ำหนักที่กด) เป็นอันครบรอบการทำงาน | |
| อ้างอิง 1.Hydraulic Rams For Off-Stream Livestock Watering Cooperative Extension Service/The University of Georgia College of Agriculture and Environmental Sciences/Athens 2.HYDRAULIC RAM MADE FROM STANDARD PLUMBING PARTS Cooperative Extension Service/The University of Georgia College of Agriculture and Environmental Sciences/Athens 3.HYDRAULIC RAM PUMP SYSTEM DESIGN AND APPLICATION Dr. Abiy Awoke Tessema Head, Equipment Design Research, Development and Technology Adaptation Center Basic Metals and Engineering Industries Agency, P.O. Box 1180, Addis Ababa, Ethiopia ESME 5th Annual Conference on Manufacturing and Process Industry, September 2000 Reprinted with ESME permission by the African Technology Forum 4.HYDRAULIC RAM PUMP Teferi Taye Senior Mechanical Engineer Energy Division, Equatorial Business Group (EBG) Plc, Addis Ababa, Ethiopia Published in the Journal of the ESME, Vol II, No. 1, July 1998 Reprinted with ESME permission by the African Technology Forum 5.How does a hydraulic ram pump work? http://www.howstuffworks.com/ |
| มาถึงแบบการทำบ้าง ผมหาจากใน web โดยเลือกที่สามารถหาวัสดุในการทำได้ไม่ยาก แบบ ,ภาพ ,ตลอดจนเนื้อหานี้ได้จากClemson University Cooperative Extension, Laurens County | ||
| ||
| ส่วนประกอบแต่ละอัน ต่อกันด้วยนิปเปิล เราสามารถประกอบจากท่อ PVC หรือท่อกาวาไนส์(ท่อแป๊ป) ก็ได้ แต่แนะนำว่าท่อความดัน(หมายเลข 15) ถ้าเป็น PVC จะช่วยลดน้ำหนักได้มาก | ||
| ข้อแนะนำในการประกอบและใช้งาน ท่อความดัน(หมายเลข 15) ให้ใส่ยางในรถตัดเป็นแผ่นกลมขนาดพอดีกับท่อด้านใน ไม่คับไม่หลวม แผ่นยางนี้ช่วยรักษาอากาศ ภายในท่อความดัน ไม่ให้เสียไปกับน้ำขาออก (สังเกตุว่า ตะบันน้ำแบบนี้ไม่มีวาล์วเติมอากาศ snifter valve) หากจำเป็นต้องเปลี่ยนยางใน ก็ทำการตัดท่อแล้วใช้ข้อต่อตรงต่อเหมือนเดิม (แบบเดิมใช่ข้อต่อแบบเป็นเกลียว แต่มีปํญหาเรื่องการรั่ว เลยใช้แบบทากาว) การทำงานของวาล์วต่างๆ วาล์วหมายเลข 1 เป็นทางน้ำเข้า และยูเนียนหมายเลข 8 เป็นทางออกน้ำไปยังถงเก็บ เช็ควาล์วบานพับหมายเลข 4 เป็นวาล์วน้ำทิ้ง วาล์วนี้เตอนเริ่มต้นทำงานเราใช้นิ้วกดให้น้ำไหลออกในครั้งแรก | ||
| การติดตั้งวาล์วน้ำทิ้งปรับแนวของสลักยึดบาน พับวาล์วให้อยู่ในแนวเดียวกับ แนวท่อน้ำเข้า โดยปรกติถ้าเราต้องการ ความดันน้ำออกให้มากที่สุด(แต่จัเสียน้ำทิ้งมาก และอัตราไหลต่ำ) เราจะหมุนท่อน้ำทิ้งให้ตั้งฉากกับแนวระดับ (น้ำต้องใช้ความเร็วมากในการพาให้ลิ้นวาล์วปิด) แต่เราสามารถปรับมุมของท่อน้ำออกกับแนวระดับที่มุมอื่นๆ เพื่อความเหมาะสมตามความต้องการ วาล์วเปิดปิดอื่นแนะนำให้ใช้แบบบอลวาล์ว แทนแบบประตูน้ำ เพื่อความทนทานต่อแรงกระแทกของน้ำ เกย์ความดันหมายเลข 11 ใช้ในการทดสอบความดันของอากาศในท่อความดันก่อน เดินเครื่องใช้งาน ในระหว่างใช้งาน เราปิดวาล์วหมายเลข 11 เพื่อป้องกันการเสียของเกย์ความดัน (บางที่เราอาจทอดเกย์ออกเลย หลังติดตั้งเรียบร้อย) ท่อน้ำเข้า ท่อส่งน้ำเข้าควรเป็นท่อกาวาไนส์เนื่องจากมีความยืดหยุ่นน้อย(ไม่ยุบไม่ ขยาย) ทำให้ประสิธิภาพของเครื่องตะบันน้ำดี แต่ท่อPVC ก็ยังคงใช้งานได้พอใช้ ความยางของท่อน้ำเข้า(วัดจากแหล่งน้ำ) ที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 150-1,000 เท่าของ เส้นผ่านศูนย์กลางของท่อน้ำเข้า ตัวอย่างตามแบบท่อน้ำเข้า ขนาด 1-1/4 นิ้ว (1.25 นิ้ว) ความยาวท่อก็ควรอยู่ระหว่าง 187.5 นิ้ว (150 x 1.25) หรือ 15.6 ฟุท ถึง 1250 นิ้ว (1000 x 1.25 ) หรือ 104 ฟุท | ||
ชื่อวงศ์ Malvaceaeชื่อสามัญ Rosella, Red Sorrel, Jamaica Sorrelชื่อท้องถิ่น ภาคเหนือเรียก ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง เงี้ยว แม่ฮ่องสอนเรียก ส้มปู จังหวัดตากเรียก ส้มตะแลงเครง ภาคกลางเรียก กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ยว ทั่วไปเรียก กระเจี๊ยบแดงลักษณะทั่วไปกระเจี๊ยบแดง เป็นพืชสมุนไพรที่เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 3–6 ศอก ลำต้นและกิ่งก้านมีสีม่วงแดง ใบมีหลายแบบด้วยกัน ขอบใบเรียบ บางทีก็มีรอยหยักเว้า 3 หยัก สีของดอกเป็นสีชมพู ตรงกลางดอกมีสีเข้มมากกว่าขอบนอกของกลีบ กลีบดอกร่วงโรยไป กลีบรองดอกและกลีบเลี้ยงก็จะเจริญเติบโตขึ้นอีกเกิดเป็นสีม่วงแดงเข้มหุ้มเมล็ดเอาไว้ภายในการปลูกใช้เมล็ดปลูก ควรปลูกในหน้าฝน พรวนดินก่อนปลูก ขุดหลุมปลูกหลุมละ 2-3 เมล็ด ระยะห่างของหลุมประมาณ ½-1 เมตร พอต้นอ่อนงอกออกมาแล้ว ให้ถอนต้นที่อ่อนแอกว่าออกไปเอาต้นที่แข็งแรงไว้ รดน้ำ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน กำจัดวัชพืชออกให้หมดสรรพคุณทางยารสเปรี้ยวของดอกกระเจี๊ยบทำให้ชุ่มคอ ช่วยย่อยอาหาร หล่อลื่นลำไส้ นำกลีบเลี้ยงและกลีบรองมาตากแห้ง บดเป็นผงละเอียด ชงกับน้ำร้อนครั้งละ 1 ช้อนชา ดื่ม 3 เวลา เช้า กลางวันและเย็น แก้อาการขัดเบา เป็นยากัดเสมหะ นอกจากนี้ยังสามารถลดไขมันในเลือดได้อีกด้วยรายการอาหารแกงส้มกระเจี๊ยบ ยำดอกกระเจี๊ยบ น้ำกระเจี๊ยบแดง กระเจี๊ยบเชื่อม กระเจี๊ยบแช่อิ่ม แยมดอกกระเจี๊ยบแกงส้มดอกกระเจี๊ยบเครื่องปรุง- กุ้งนาง ½ ก.ก.- ดอกกระเจี๊ยบแดง 10 ดอก - น้ำส้มมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ - น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ - น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนชา - น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง เครื่องปรุงน้ำพริก- พริกแห้ง 5 เม็ด- พริกขี้หนูแห้ง 10 เม็ด - หัวหอมแดง 3 หัว - กระเทียม 6 กลีบ - เกลือป่น 1 ช้อนชา - กะปิ 1 ช้อนชา วิธีทำนำมากุ้งผ่าหลังเอาเส้นดำออก นำดอกกระเจี๊ยบมาแกะกลีบหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำเครื่องน้ำพริกแกงส้มโขลกให้ละเอียด ใส่กุ้ง 2 ตัวโขลกให้เข้ากัน ใส่น้ำ 3 ถ้วยตวงในหม้อ นำน้ำพริกที่โขลกแล้วละลาย ขึ้นตั้งไฟพอเดือดใส่น้ำมะขามเปียก น้ำปลา น้ำตาล ชิมให้รสเปรี้ยว เค็ม หวาน รสเปรี้ยวอ่อนๆ เพราะดอกกระเจี๊ยบมีรสเปรี้ยวอยู่แล้ว ใส่ดอกกระเจี๊ยบ ใส่กุ้งสดที่เหลือต้นจนสุก ยกลงรับประทานได้ยำดอกกระเจี๊ยบเครื่องปรุง- กลีบดอกกระเจี๊ยบ 2 ถ้วยตวง- กุ้งสด ½ ถ้วยตวง - หอมหัวใหญ่ซอย ½ ถ้วยตวง - กระเทียมซอย 1 ช้อนโต๊ะ - พริกเหลือหั่นขวาง 1 ช้อนโต๊ะ - น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ - น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ - ผักชีซอย 1 ช้อนโต๊ะ - น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำใส่กุ้ง (ปอกเปลือกลวกแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ) น้ำปลา มะนาว หอมหัวใหญ่ กระเทียมซอย พริกเหลือง กลีบกระเจี๊ยบ (ซอยละเอียด) ลวกพอสุก คลุกให้เข้ากัน จัดใส่จานโรยผักชีน้ำกระเจี๊ยบแดงเครื่องปรุง- ดอกกระเจี๊ยบแดงสด 1 ถ้วยตวง- น้ำ 6 ถ้วยตวง - น้ำตาลทราย 4 ถ้วยตวง - เกลือป่น ½ ช้อนชา วิธีทำดอกกระเจี๊ยบแดงสด ล้างน้ำให้สะอาด ตัดเอาแต่รอบนอก กลีบสีแดงส่วนกลางแข็งไม่ใช้ หั่นใส่ถ้วย 1 ถ้วยตวง ใส่น้ำ 6 ถ้วยตวง ลงในหม้อ ตั้งไฟต้มให้เดือดจนกระเจี๊ยบเปื่อย จึงกรองด้วยผ้าขาวบางเอากากออกใส่น้ำตาล เกลือ ต้มแล้วจะเหลือประมาณ 5 ถ้วยตวง ตักใส่แก้ว ใส่น้ำแข็งทุบ ดื่มเป็นเครื่องดื่ม หรือแช่ตู้เย็นไว้ดื่มดอกกระเจี๊ยบแช่อิ่มเครื่องปรุง- ดอกกระเจี๊ยบแดงสด 20 ดอก- น้ำปูนใส 2 ถ้วยตวง - เกลือป่น ½ ช้อนโต๊ะ - น้ำ 2 ถ้วยตวง - น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง วิธีทำนำกระเจี๊ยบแช่ในน้ำปูนใส ใส่เกลือแช่ไว้ 1 คืน แล้วนำมาแช่น้ำเปล่า 1 คืน ให้คืนความเค็มสงขึ้นจากน้ำ เคี่ยวน้ำตาลกับน้ำให้เป็นน้ำเชื่อมแล้วทิ้งไว้ให้เย็น ใส่กระเจี๊ยบลงแช่ค้างคืน สงขึ้นตากแดด แล้วนำน้ำเชื่อมไปอุ่น แล้วจึงแช่กระเจี๊ยบในน้ำเชื่อม ทำประมาณ 4 วัน จนกระเจี๊ยบใสกรอบ จึงนำมารับประทานได้แยมดอกกระเจี๊ยบเครื่องปรุง- ดอกกระเจี๊ยบสด ½ ก.ก.- น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง - น้ำ 2 ถ้วยตวง วิธีทำฉีกดอกกระเจี๊ยบเป็นกลีบๆ แกะเอาเมล็ดออก นำกลีบดอกกระเจี๊ยบสดมาต้มกับน้ำ แล้วกรองเอาแต่น้ำ 2 ถ้วยตวง ผสมกับน้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง ใส่หม้อเคี่ยวจนเหนียวเป็นวุ้น ใส่ขวดที่ล้างด้วยน้ำร้อน คว่ำจนแห้ง ใส่แยมกระเจี๊ยบเก็บไว้ในตู้เย็น สำหรับทาขนมปังรับประทาน |