วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554
วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ดอกไม้กินได้ - ดอกกระเจี๊ยบ
ดอกไม้กินได้ - ดอกกระเจี๊ยบ
ดอกกระเจี๊ยบ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa
ชื่อวงศ์ Malvaceaeชื่อสามัญ Rosella, Red Sorrel, Jamaica Sorrelชื่อท้องถิ่น ภาคเหนือเรียก ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง เงี้ยว แม่ฮ่องสอนเรียก ส้มปู จังหวัดตากเรียก ส้มตะแลงเครง ภาคกลางเรียก กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ยว ทั่วไปเรียก กระเจี๊ยบแดงลักษณะทั่วไปกระเจี๊ยบแดง เป็นพืชสมุนไพรที่เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 3–6 ศอก ลำต้นและกิ่งก้านมีสีม่วงแดง ใบมีหลายแบบด้วยกัน ขอบใบเรียบ บางทีก็มีรอยหยักเว้า 3 หยัก สีของดอกเป็นสีชมพู ตรงกลางดอกมีสีเข้มมากกว่าขอบนอกของกลีบ กลีบดอกร่วงโรยไป กลีบรองดอกและกลีบเลี้ยงก็จะเจริญเติบโตขึ้นอีกเกิดเป็นสีม่วงแดงเข้มหุ้มเมล็ดเอาไว้ภายในการปลูกใช้เมล็ดปลูก ควรปลูกในหน้าฝน พรวนดินก่อนปลูก ขุดหลุมปลูกหลุมละ 2-3 เมล็ด ระยะห่างของหลุมประมาณ ½-1 เมตร พอต้นอ่อนงอกออกมาแล้ว ให้ถอนต้นที่อ่อนแอกว่าออกไปเอาต้นที่แข็งแรงไว้ รดน้ำ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน กำจัดวัชพืชออกให้หมดสรรพคุณทางยารสเปรี้ยวของดอกกระเจี๊ยบทำให้ชุ่มคอ ช่วยย่อยอาหาร หล่อลื่นลำไส้ นำกลีบเลี้ยงและกลีบรองมาตากแห้ง บดเป็นผงละเอียด ชงกับน้ำร้อนครั้งละ 1 ช้อนชา ดื่ม 3 เวลา เช้า กลางวันและเย็น แก้อาการขัดเบา เป็นยากัดเสมหะ นอกจากนี้ยังสามารถลดไขมันในเลือดได้อีกด้วยรายการอาหารแกงส้มกระเจี๊ยบ ยำดอกกระเจี๊ยบ น้ำกระเจี๊ยบแดง กระเจี๊ยบเชื่อม กระเจี๊ยบแช่อิ่ม แยมดอกกระเจี๊ยบแกงส้มดอกกระเจี๊ยบเครื่องปรุง- กุ้งนาง ½ ก.ก.- ดอกกระเจี๊ยบแดง 10 ดอก - น้ำส้มมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ - น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ - น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนชา - น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง เครื่องปรุงน้ำพริก- พริกแห้ง 5 เม็ด- พริกขี้หนูแห้ง 10 เม็ด - หัวหอมแดง 3 หัว - กระเทียม 6 กลีบ - เกลือป่น 1 ช้อนชา - กะปิ 1 ช้อนชา วิธีทำนำมากุ้งผ่าหลังเอาเส้นดำออก นำดอกกระเจี๊ยบมาแกะกลีบหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำเครื่องน้ำพริกแกงส้มโขลกให้ละเอียด ใส่กุ้ง 2 ตัวโขลกให้เข้ากัน ใส่น้ำ 3 ถ้วยตวงในหม้อ นำน้ำพริกที่โขลกแล้วละลาย ขึ้นตั้งไฟพอเดือดใส่น้ำมะขามเปียก น้ำปลา น้ำตาล ชิมให้รสเปรี้ยว เค็ม หวาน รสเปรี้ยวอ่อนๆ เพราะดอกกระเจี๊ยบมีรสเปรี้ยวอยู่แล้ว ใส่ดอกกระเจี๊ยบ ใส่กุ้งสดที่เหลือต้นจนสุก ยกลงรับประทานได้ยำดอกกระเจี๊ยบเครื่องปรุง- กลีบดอกกระเจี๊ยบ 2 ถ้วยตวง- กุ้งสด ½ ถ้วยตวง - หอมหัวใหญ่ซอย ½ ถ้วยตวง - กระเทียมซอย 1 ช้อนโต๊ะ - พริกเหลือหั่นขวาง 1 ช้อนโต๊ะ - น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ - น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ - ผักชีซอย 1 ช้อนโต๊ะ - น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำใส่กุ้ง (ปอกเปลือกลวกแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ) น้ำปลา มะนาว หอมหัวใหญ่ กระเทียมซอย พริกเหลือง กลีบกระเจี๊ยบ (ซอยละเอียด) ลวกพอสุก คลุกให้เข้ากัน จัดใส่จานโรยผักชีน้ำกระเจี๊ยบแดงเครื่องปรุง- ดอกกระเจี๊ยบแดงสด 1 ถ้วยตวง- น้ำ 6 ถ้วยตวง - น้ำตาลทราย 4 ถ้วยตวง - เกลือป่น ½ ช้อนชา วิธีทำดอกกระเจี๊ยบแดงสด ล้างน้ำให้สะอาด ตัดเอาแต่รอบนอก กลีบสีแดงส่วนกลางแข็งไม่ใช้ หั่นใส่ถ้วย 1 ถ้วยตวง ใส่น้ำ 6 ถ้วยตวง ลงในหม้อ ตั้งไฟต้มให้เดือดจนกระเจี๊ยบเปื่อย จึงกรองด้วยผ้าขาวบางเอากากออกใส่น้ำตาล เกลือ ต้มแล้วจะเหลือประมาณ 5 ถ้วยตวง ตักใส่แก้ว ใส่น้ำแข็งทุบ ดื่มเป็นเครื่องดื่ม หรือแช่ตู้เย็นไว้ดื่มดอกกระเจี๊ยบแช่อิ่มเครื่องปรุง- ดอกกระเจี๊ยบแดงสด 20 ดอก- น้ำปูนใส 2 ถ้วยตวง - เกลือป่น ½ ช้อนโต๊ะ - น้ำ 2 ถ้วยตวง - น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง วิธีทำนำกระเจี๊ยบแช่ในน้ำปูนใส ใส่เกลือแช่ไว้ 1 คืน แล้วนำมาแช่น้ำเปล่า 1 คืน ให้คืนความเค็มสงขึ้นจากน้ำ เคี่ยวน้ำตาลกับน้ำให้เป็นน้ำเชื่อมแล้วทิ้งไว้ให้เย็น ใส่กระเจี๊ยบลงแช่ค้างคืน สงขึ้นตากแดด แล้วนำน้ำเชื่อมไปอุ่น แล้วจึงแช่กระเจี๊ยบในน้ำเชื่อม ทำประมาณ 4 วัน จนกระเจี๊ยบใสกรอบ จึงนำมารับประทานได้แยมดอกกระเจี๊ยบเครื่องปรุง- ดอกกระเจี๊ยบสด ½ ก.ก.- น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง - น้ำ 2 ถ้วยตวง วิธีทำฉีกดอกกระเจี๊ยบเป็นกลีบๆ แกะเอาเมล็ดออก นำกลีบดอกกระเจี๊ยบสดมาต้มกับน้ำ แล้วกรองเอาแต่น้ำ 2 ถ้วยตวง ผสมกับน้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง ใส่หม้อเคี่ยวจนเหนียวเป็นวุ้น ใส่ขวดที่ล้างด้วยน้ำร้อน คว่ำจนแห้ง ใส่แยมกระเจี๊ยบเก็บไว้ในตู้เย็น สำหรับทาขนมปังรับประทาน |
วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554
การปลูกพืชในน้ำแห่งแรกของโลก
ปลูกพืชในทะเลสาป แห่งแรกของโลก อยู่ข้างบ้านเรานี่เอง
ขอบคุณมาก http://www.kasetd.com/sakda7.html ที่นำขู้อมูลที่ดีมานำเสนอ
ชาวเวียดนามสู้ทุกอย่าง อีกไม่นานไทยจะโดนแซง
กว่าสิบปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสนำพานักท่องเที่ยว นักธุกิจ เกษตรกร นักการเมือง และผู้บริหารระดับสูงจากหลายกระทรวง ไปศึกษาดูงาน ด้านการเกษตร ที่เวียดนามมากกว่า 500 คน โดยเฉพาะเวียดนามตอนใต้ จนจำไม่ได้ว่า ไปเวียดนามมากี่ครั้งแล้ว ได้เขียนบทความที่เกี่ยวกับการเกษตร การลงทุน และท่องเที่ยวเชิงเกษตรไว้มากมาย ปรากฏในนิตยสารหลายฉบับ รวมทั้งในเว็ปไซต์อีกเป็นจำนวนมาก ได้รับเชิญให้ไปบรรยายที่เวียดนามก็หลายครั้ง มีเพื่อนชาวเวียดนามนับพันคน จนกล้าที่จะกล่าวได้ว่า มีความชำนาญด้านการเกษตรของเวียดนาม ในระดับที่หาคนเทียบยากในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
หากท่านได้ติดตามผลงานมาโดยตลอดจะเห็นว่าในบทส่งท้ายของทุกๆตอน ผู้เขียนจะเขียนในเชิงกระทบเทียบเปรียบเปรยทำนองว่า อย่าดูแคลนหรืออย่าประมาทคนเวียดนาม เพราะในไม่ช้าเขาจะพัฒนาและแซงประเทศไทย ผู้เขียนมีความเชื่อเช่นนี้จริงๆ จะเห็นได้ว่าวิสัยทัศน์ หรือการคาดคะเน ที่นำเสนอในบทความเกี่ยวกับ การพัฒนาการเกษตรของเวียดนามในอดีตที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน แทบจะไม่มีผิดเพี๊ยนจากที่แสดงไว้เลย มีบางท่านคัดค้านแนวคิดของผู้เขียนว่า เป็นไปไม่ได้ที่เวียดนามจะพัฒนา และแซงหน้าประเทศไทยในไม่ช้า เพราะพื้นที่เพาะปลูกและทรัพยากรของเขามีจำกัด แต่มีสิ่งที่จะยืนยันให้เห็นว่า เวียดนามจะแซงประเทศไทยแน่นอน และอย่างถาวร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการพัฒนาพันธุ์ข้าว และการส่งออกข้าว ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลเวียดนามเขาให้ความสำคัญกับการพัฒนาพันธุ์ข้าวมาก เขาทุ่มงบประมาณเพื่อการพัฒนาศึกษาวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าว มากกว่าร้อยล้านบาท ขณะที่ประเทศไทยรัฐบาลให้งบประมาณเพื่อการนี้น้อยมาก น้อยกว่าค่าจัดซื้อสารเคมีกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในหนึ่งฤดูเสียอีก ที่อยู่ได้ก็เพราะอาศัยบุญเก่ากินแท้ๆ อีกไม่เกินห้าปีเวียดนามจะทำเซอร์ไพรส์เรื่องพันธุ์ข้าวให้ชาวโลกได้ชม สำหรับเรื่องส่งออกก็จะสู้เขาไม่ได้ เพราะเรามัวแต่ฟัดกันเอง หรือตุกติกกันอยู่ จนเวียดนามทนรอไม่ไหว ไปจับมือกับเขมรขายข้าวแข่งกับไทย ซึ่งปีนี้ก็แซงหน้าเราไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงกับสายเสียทีเดียว เพราะตอนนี้เราก็ไปร่วมจัดตั้งกับเขาบ้างแล้ว
ภาพที่จะนำเสนอให้เห็นต่อไปนี้ ถ้ามองผ่านๆไปเฉยๆโดยไม่ฉุกคิด ก็อาจดูตลกขบขันหรือน่าขัน แต่ถ้าดูทุกภาพและคิดตามไปด้วยว่า แต่ละภาพนั้นให้แง่คิดและมุมมองอะไรแก่เราบ้าง ก็จะเห็นว่า “เวียดนามไม่ธรรมดาเลย” เขาสู้ทุกอย่าง แบบอหิงสา ไม่เคยขอร้อง ขอความเห็นใจ หรือขอความเมตตาจากมนุษย์เผ่าพันธุ์ใด ให้มาช่วยเหลือ สู้อย่างยิบตา สู้ทุกรูปแบบ ด้วยสติปัญญา และพละกำลังที่มีอยู่ ใช้สิ่งของใกล้ตัวที่มีอยู่ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สงครามเวียดนามโหดเพียงใด โดนกว่า 60 ประเทศรุมยำเป็นสิบปี เวียดนามก็ยังเอาชนะได้ แล้วกับการเกษตรน่ะ มันง่ายกว่าทำสงครามเพียงใด ทำไมจะเอาชนะไม่ได้ เขามีบทเรียนที่เจ็บปวดมากมาย และเขาก็ไม่อยากจะเจ็บปวดอีก เขาพยายามที่จะลืมความเจ็บปวดอันแสนสาหัส และให้อภัยต่อการกระทำของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร(รวมทั้งประเทศไทย ด้วย) ด้วยเหตุผลก็เพื่อให้ประเทศชาติของเขา พัฒนาก้าวหน้าเพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนของเขา แล้วทำไมประเทศไทยซึ่งคุยนักคุยหนาว่าเป็นเมืองพุทธ จะให้อภัยและลืมความเจ็บปวด เพื่อชาติบ้านเมือง และลูกหลานของเรา ในวันข้างหน้าบ้าง ไม่ได้เลยเทียวหรือ ?
ดูแล้วก็อดขำหรืออดยิ้มที่มุมปากไม่ได้ เห็นไหมครับว่าคนเวียดนามเขาเก่งและสู้ชีวิตเพียงใด พยายามใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขยันประหยัดและช่วยเหลือกันโดยไม่เกี่ยงว่า สมควรเป็นงานที่ผู้หญิงหรือผู้ชายทำ ทำโดยไม่เคยเห็นเขาท้อหรือถอดใจเลย แล้วเราคนไทยล่ะ ทำอย่างเขาได้ไหมเล่า? นั่งรถยนต์ไปราชการจากกรุงเทพจนถึงนครสวรรค์ กว่า 200 กิโลเมตร ไม่พบพานเกษตรไทยถอนหญ้าในนาข้าวสักคน ในขณะที่ในเวียดนาม มองไปทางไหนก็พบแต่ชาวนา ทำงานอยู่ในท้องนาเต็มไปหมด นี่แหละคือที่มาของเรื่องเวียดนามไม่เคยเห็น อย่าลบหลู่
ขอบคุณที่มาข้อมูล : http://www.kasetd.com
หากท่านได้ติดตามผลงานมาโดยตลอดจะเห็นว่าในบทส่งท้ายของทุกๆตอน ผู้เขียนจะเขียนในเชิงกระทบเทียบเปรียบเปรยทำนองว่า อย่าดูแคลนหรืออย่าประมาทคนเวียดนาม เพราะในไม่ช้าเขาจะพัฒนาและแซงประเทศไทย ผู้เขียนมีความเชื่อเช่นนี้จริงๆ จะเห็นได้ว่าวิสัยทัศน์ หรือการคาดคะเน ที่นำเสนอในบทความเกี่ยวกับ การพัฒนาการเกษตรของเวียดนามในอดีตที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน แทบจะไม่มีผิดเพี๊ยนจากที่แสดงไว้เลย มีบางท่านคัดค้านแนวคิดของผู้เขียนว่า เป็นไปไม่ได้ที่เวียดนามจะพัฒนา และแซงหน้าประเทศไทยในไม่ช้า เพราะพื้นที่เพาะปลูกและทรัพยากรของเขามีจำกัด แต่มีสิ่งที่จะยืนยันให้เห็นว่า เวียดนามจะแซงประเทศไทยแน่นอน และอย่างถาวร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการพัฒนาพันธุ์ข้าว และการส่งออกข้าว ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลเวียดนามเขาให้ความสำคัญกับการพัฒนาพันธุ์ข้าวมาก เขาทุ่มงบประมาณเพื่อการพัฒนาศึกษาวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าว มากกว่าร้อยล้านบาท ขณะที่ประเทศไทยรัฐบาลให้งบประมาณเพื่อการนี้น้อยมาก น้อยกว่าค่าจัดซื้อสารเคมีกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในหนึ่งฤดูเสียอีก ที่อยู่ได้ก็เพราะอาศัยบุญเก่ากินแท้ๆ อีกไม่เกินห้าปีเวียดนามจะทำเซอร์ไพรส์เรื่องพันธุ์ข้าวให้ชาวโลกได้ชม สำหรับเรื่องส่งออกก็จะสู้เขาไม่ได้ เพราะเรามัวแต่ฟัดกันเอง หรือตุกติกกันอยู่ จนเวียดนามทนรอไม่ไหว ไปจับมือกับเขมรขายข้าวแข่งกับไทย ซึ่งปีนี้ก็แซงหน้าเราไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงกับสายเสียทีเดียว เพราะตอนนี้เราก็ไปร่วมจัดตั้งกับเขาบ้างแล้ว
ภาพที่จะนำเสนอให้เห็นต่อไปนี้ ถ้ามองผ่านๆไปเฉยๆโดยไม่ฉุกคิด ก็อาจดูตลกขบขันหรือน่าขัน แต่ถ้าดูทุกภาพและคิดตามไปด้วยว่า แต่ละภาพนั้นให้แง่คิดและมุมมองอะไรแก่เราบ้าง ก็จะเห็นว่า “เวียดนามไม่ธรรมดาเลย” เขาสู้ทุกอย่าง แบบอหิงสา ไม่เคยขอร้อง ขอความเห็นใจ หรือขอความเมตตาจากมนุษย์เผ่าพันธุ์ใด ให้มาช่วยเหลือ สู้อย่างยิบตา สู้ทุกรูปแบบ ด้วยสติปัญญา และพละกำลังที่มีอยู่ ใช้สิ่งของใกล้ตัวที่มีอยู่ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สงครามเวียดนามโหดเพียงใด โดนกว่า 60 ประเทศรุมยำเป็นสิบปี เวียดนามก็ยังเอาชนะได้ แล้วกับการเกษตรน่ะ มันง่ายกว่าทำสงครามเพียงใด ทำไมจะเอาชนะไม่ได้ เขามีบทเรียนที่เจ็บปวดมากมาย และเขาก็ไม่อยากจะเจ็บปวดอีก เขาพยายามที่จะลืมความเจ็บปวดอันแสนสาหัส และให้อภัยต่อการกระทำของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร(รวมทั้งประเทศไทย ด้วย) ด้วยเหตุผลก็เพื่อให้ประเทศชาติของเขา พัฒนาก้าวหน้าเพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนของเขา แล้วทำไมประเทศไทยซึ่งคุยนักคุยหนาว่าเป็นเมืองพุทธ จะให้อภัยและลืมความเจ็บปวด เพื่อชาติบ้านเมือง และลูกหลานของเรา ในวันข้างหน้าบ้าง ไม่ได้เลยเทียวหรือ ?
| เราบริการส่งถึงบ้าน | ||
| เป็นแฟนคนจนต้องทนหน่อยน้อง ….ๆๆๆๆ | ||
| ทำอย่างไรได้ล่ะคะ ก็ทั้งบ้าน ดันมีแมงกะไซด์คันเดียวเท่านั้น | ||
| ทนหน่อยนะน้องหมู ดีกว่าจมน้ำตายนะ | ||
| น้อง.. น้อง... แซงรถยนต์คันหน้าเลยน้อง | ||
| ระวังเกิดอุบัติเหตุนะ นั่งเฉยๆ นะน้อง มือไม้อย่าซน | ||
| บริการส่งพัสดุทุกชนิด ยกเว้นช้าง | ||
| มีลูก 2 คน กำลังพอดี | ||
| เที่ยวเดียว ก็หมดซอยครับ | ||
| เที่ยวเดียว ก็คุ้มครับ | ||
| รถโค้ช 1 แรงวัว | ||
| นี่ แคมรี่ อีโค เฟรนด์ (CAMRY ECO-FRIEND) รุ่น เปิดประทุน | ||
| หมวกกันน็อค รุ่นอเนกประสงค์ | ||
| ระวังถนนพัง เพราะบรรทุกเกินน้ำหนัก | ||
| ขับให้ดีนะพี่ เดี๋ยวเป็นหม้ายนะ | ||
| อย่าขับส่ายไปส่ายมาซิน้อง เดี๋ยวพี่จะตกลงไป | ||
| งัยหร่ะรับขนส่งของรัก.....ซะด้วย .......ที่จับเยอะแยะ ทำไมถึงมาจับตรงนี้ล่ะ คุณเหงียน คงเป็นความสุขในการทำงานอย่างหนึ่งรึป่าวเนี๊ยะ เหอ เหอ |
ดูแล้วก็อดขำหรืออดยิ้มที่มุมปากไม่ได้ เห็นไหมครับว่าคนเวียดนามเขาเก่งและสู้ชีวิตเพียงใด พยายามใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขยันประหยัดและช่วยเหลือกันโดยไม่เกี่ยงว่า สมควรเป็นงานที่ผู้หญิงหรือผู้ชายทำ ทำโดยไม่เคยเห็นเขาท้อหรือถอดใจเลย แล้วเราคนไทยล่ะ ทำอย่างเขาได้ไหมเล่า? นั่งรถยนต์ไปราชการจากกรุงเทพจนถึงนครสวรรค์ กว่า 200 กิโลเมตร ไม่พบพานเกษตรไทยถอนหญ้าในนาข้าวสักคน ในขณะที่ในเวียดนาม มองไปทางไหนก็พบแต่ชาวนา ทำงานอยู่ในท้องนาเต็มไปหมด นี่แหละคือที่มาของเรื่องเวียดนามไม่เคยเห็น อย่าลบหลู่
ขอบคุณที่มาข้อมูล : http://www.kasetd.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
